หนังสือเล่มนี้แต่งขึ้นจากความทรงจำในวัยเด็ก คิดถึงทีไรก็ทำให้รู้สึกว่าได้ผ่านการผจญภัยยิ่งใหญ่ที่น้อย คนนักจะได้สัมผัส ทำให้รู้สึกภาคภูมิใจในตนเอง ซึ่งเป็น ความรู้สึกที่แตกต่างกับสิ่งที่คิดในวัยเด็ก ที่คิดว่าเราเป็น เด็กที่มีชีวิตยากลำบาก ต้องตากแดดลมฝนในการทำหน้า ที่ของตนเอง

แต่เมื่อเติบโตขึ้นและลองมองย้อนกลับไป รู้สึก ว่าประสบการณ์ที่ผ่านมาช่างมีคุณค่า ต้นทุนประสบการณ์ ในวัยเด็กนี้เป็นเสมือนภูมิคุ้มกันช่วยสร้างเกราะกำบัง ให้ชีวิตและจิตใจ ช่วยให้แข็งแกร่งขึ้น และเมื่อเจอสิ่งที่ ยากลำบาก ก็ทำให้คิดได้ว่าที่ผ่านมาเราเคยเจอสิ่งที่ลำบาก กว่านี้ หรือเมื่อเราเจอสิ่งที่ทำให้จิตใจชื่นบาน ตัวเองก็ได้ ลิ้มรสเต็มที่ เพราะรู้ว่ามันเป็นสิ่งที่หอมหวานเพียงได้ ทุก สิ่งทุกอย่างเป็นต้นทุนในการสร้างกำลังใจสำหรับตัวเอง

สุดท้ายหวังว่าเมื่อได้อ่านหนังสือเล่มนี้แล้ว ผู้ใหญ่ ทุกคนจะมีโอกาสได้ย้อนนึกถึงเรื่องราวการใช้ชีวิตในสมัย วัยเด็กของตนเอง ไม่ลืมรากเหง้าที่หล่อหลอมให้เราเป็น คนดีคนหนึ่งของสังคม ส่วนเด็กๆหรือเยาวชน เมื่อได้อ่าน หนังสือเล่มนี้แล้วก็อยากให้มีกำลังใจ สามารถมองเห็นมุม ดีๆที่ได้รับจากเหตุการณ์ต่างๆซึ่งได้ประสบพบเจอ เพื่อจะ ได้ใช้ชีวิตอยู่ในสังคมอย่างมีความสุขต่อไป


ติดต่อเพื่อสั่งซื้อหนังสือวันนี้ เพียง 100 บาท ส่งฟรีภายในประเทศไทย ค่ะ

Mobile : 08ุ6-367-1768
Email: meomee2005@gmail.com
Line: meomee

Monday, June 15, 2015

ทุ่งแห่งจินตนาการ

ยามเย็นลมพัดเย็นสบาย เด็กหญิงเลี้ยงวัวทอดสายตามองดูวัวกำลังและเล็มหญ้า พวกมันถูกปล่อยเลี้ยงไว้ในไร่ข้าวโพดซึ่งเก็บฝักแล้ว เธอมองดูวัวสลับกับเหม่อมองท้องฟ้าสีคราม นั่งคิดอะไรไปไกล ความคิดล่องลอย จินตนาการไปต่างๆนานา

เมื่อตอนก่อนออกมาเลี้ยงวัว เห็นเขาประกวดร้องเพลงในโทรทัศน์ นักร้องเด็กๆที่ประกวดเหล่านั้นช่างดูดี หน้าตาน่ารัก แต่งตัวสวยงาม เสื้อผ้าที่สวมใส่ดูระยิบระยับ ตัดกับฉากหลังมืดๆ บางช่วงก็มีไฟหลากสีสาดส่องบนเวที ทำให้พวกนั้นดูโดดเด่น ยิ่งประกอบกับเสียงร้องไพเราะซึ่งเด็กพวกนั้นเปล่งออกมา ยิ่งทำให้ดูราวกับเทพบุตรเทพธิดาน้อยๆกำลังกล่อมโลกอย่างไรอย่างนั้น เด็กหญิงอยากไปประกวดร้องเพลงแบบนั้นบ้าง แต่ก็ติดที่กติกาการประกวดระบุไว้ว่า ต้องส่งเทปบันทึกเสียงตัวอย่างไปที่รายการก่อน เพื่อให้ทางรายการได้ฟังแล้วคัดเลือก เด็กหญิงคิดหนัก นี่แค่เริ่มต้นขั้นตอนแรกเด็กน้อยก็ทำไม่ได้เสียแล้ว

วางแผนคิดล่วงหน้าว่าจะใช้วิธีอัดเทปด้วยวิทยุของพ่อก็ทำไม่เป็น จะบอกพ่อให้ช่วยทำให้ก็อายเหลือเกิน กลัวถูกหัวเราะเยาะ ถูกวิพากษ์วิจารย์ หาว่าคิดอะไรไร้สาระ เมื่อนึกมาถึงตรงนี้ความคิดก็หยุดลง ไม่ได้คิดต่อ ไม่ได้เริ่มลงมือทำเสียที คงเป็นเพราะเด็กหญิงคิดมากไป ฟุ้งซ่าน เมื่อคิดแล้วพบอุปสรรค์ก็หยุดไว้ตรงนั้น ไม่ลองทำอย่างจริงจังให้รู้แน่เสียก่อนว่า สิ่งที่ตนคิดมันจะเป็นจริงขึ้นได้หรือไม่ แต่ตอนนี้ไม่มีอะไรอย่างอื่นทำ นอกจากจ้องมองไปที่พวกวัวซึ่งกำลังกัดกินหญ้ากันเอื่อยๆเรื่อยๆ พลางคิดไปว่า ถ้าสมมุติว่าเราสามารถส่งเพลงไปได้ แล้วได้รับคัดเลือก แต่ว่าเสียงเรายังไม่ดีพอ ไม่เข้าขั้น จะทำอย่างไรดี แต่ถ้าเราไม่เริ่มทำอะไรเสียที เมื่อไหร่จะได้เป็นนักร้องกับเขาบ้าง ทางที่ดีลองหัดร้องไปก่อนดีไหม เผื่อบางทีจับพลัดจับพลูได้ไปร้องเพลงอย่างนั้นจะได้ไม่อายใคร

เด็กหญิงจำได้ เธอเคยอ่านประวัติของนักร้องลูกทุ่งขวัญใจคนทั้งประเทศอย่างพุ่มพวง ดวงจันทร์ ตอนเป็นเด็กพุ่มพวงก็ร้องเพลงในไร่อ้อย จนสุดท้ายกลายเป็นนักร้องลูกทุ่งมีชื่อเสียง เป็นราชินีลูกทุ่งตลอดกาล ลีลาการร้องเพลงก็น่ารักสุดๆ บางทีก็แต่งตัวเปรี้ยวจี๊ด เพลงลูกทุ่งที่เด็กหญิงชื่นชอบมีทั้งเพลงช้าและเพลงเร็ว เพลงเร็วทำให้เด็กหญิงสนุกสนานด้วยท่วงทำนองคึกคักเร้าใจ เมื่อร้องแล้วก็รู้สึกสดชื่น เพราะได้เต้นไปด้วย เพลงช้าก็เนิบนาบ สามารถใส่อารมณ์ตามท่วงทำนองได้เต็มที่ เด็กหญิงรู้สึกว่า เพลงช้าร้องยากกว่าเพลงเร็ว ต้องมีการเอื้อนอ้อยส้อย ทำเสียงโหยหวน แต่ฟังแล้วก็ซึ้งตรึงใจเด็กหญิงทุกที เวลาอยู่ในอารมณ์เศร้าสร้อยเด็กหญิงชอบร้องเพลงปลอบใจตัวเอง จนบางทีน้ำตาไหล อาจเป็นเพราะมันทำให้เด็กหญิงได้จินตนาการและเข้าถึงความเศร้าของตนเอง

ทุกครั้งที่ร้องเพลง ไม่ว่าจะเพลงเศร้า เพลงสนุก เพลงช้า เพลงเร็ว เด็กหญิงรู้สึกมีความสุขกับการได้จินตนาการไปว่า ตนเองอยู่บนเวทีประกวดร้องเพลง และคิดไว้ในใจว่าถ้าหากชนะการประกวดจะพูดกับพิธีกรว่าอย่างไร หรือว่าจะขอบคุณใครบ้างที่ทำให้เด็กหญิงสามารถชนะการประกวดได้ ว่าแล้วเด็กหญิงก็ร้องเพลงดังๆกลางทุ่งหญ้าท่ามกลางประชาชาววัว ไม่รู้คิดไปเองหรือเปล่าว่าพวกวัวก็ชอบเสียงของเธอ โดยเฉพาะตอนที่เด็กหญิงร้องเพลงช้า พวกวัวมันก้มหน้าก้มตาเคี้ยวหญ้าตุ้ยๆ แล้วก็ทำตาเยิ้มๆเคลิ้มๆ ดูท่าทางมีความสุขที่ได้ฟังเธอร้องเพลง เด็กหญิงร้องจนเสียงแหบแห้งจึงหยุดร้อง เก็บแรงไว้ค่อยมาฝึกต่อในวันพรุ่งนี้ เมื่อรู้สึกเหนื่อย เด็กหญิงเริ่มหางานอดิเรกที่น่าสนใจทำ นั่นคือนั่งมองที่ปากของวัว เวลามันงับหญ้าจะได้ยินเสียงฉับๆเหมือนตอนพ่อใช้เคียวเกี่ยวหญ้าอย่างไรอย่างนั้นเลย หญ้าที่พวกวันโปรดปรานมากที่สุดคือหญ้าตดหมา

ตอนแรกๆที่ยายเรียกชื่อเจ้าหญ้าชนิดนี้เด็กหญิงรู้สึกขำมาก อยากรู้ว่าทำไมหญ้าพวกนี้ถึงถูกเรียกว่าหญ้าตดหมา หรืออาจเป็นเพราะกลิ่นของมัน เด็กหญิงลองดมดู ก็ใช่ว่ามันจะเหม็นเท่าไหร่ กลิ่นเหมือนต้นหญ้าทั่วไป กลิ่นออกฉุนๆนิดหน่อย แต่ก็พอทน หรือกลิ่นตดหมาเป็นแบบนี้ มันจึงชื่อว่าตดหมา แต่เดาไปก็คงไม่ถูก เด็กหญิงไม่เคยดมกลิ่นตดหมาจริงๆนี่นา

พวกวัวเคี้ยวหญ้าตดหมาดังกรอบๆ ดูสิ...มันเคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อย ทำให้หนูน้อยอดไม่ได้ที่จะเอื้อมมือไปเด็ดยอดอ่อนของหญ้าตดหมามาใส่ปาก แล้วค่อยๆบรรจงเคี้ยว แต่ก็ต้องหยุดเคี้ยวทันควันเพราะรสชาติของหญ้าตดหมาไม่อร่อยอย่างที่เธอคิดเลยสักนิด ไม่รู้ว่าพวกมันกินเข้าไปได้อย่างไร ยางก็มีเยอะแยะ รสชาติออกขมๆจนคายทิ้งแทบไม่ทัน ไม่เพียงแต่หญ้าตดหมาที่พวกวัวชอบ ยังมีหญ้านานาชนิดที่เด็กหญิงไม่รู้ว่ามันชื่ออะไร นอกจากนั้นสิ่งที่พวกวัวโปรดปรานก็มีอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นยอดอ่อนข้าวโพดที่เพิ่งแตกเป็นต้นเล็ก ซึ่งก็อร่อยเด็ด เด็กหญิงเคยทดลองชิมมาหมดแล้ว แล้วก็อย่างมะละกอสุก ยอดมะม่วง ลูกมะม่วงสุก รวมถึงมะม่วงที่ไม่สุก แต่ต้องมีรสชาติมัน ถ้าเปรี้ยวพวกวัวจะไม่ชอบ พวกวัวชอบทุกอย่าง ยิ่งเป็นของต้องห้ามมันจะชอบเป็นพิเศษ

พวกวัวชอบพากันหนีไปกินพืชผลที่เพื่อนบ้านปลูกไว้ ทำให้หนูน้อยถูกพ่อดุเป็นประจำ วันไหนถูกดุมากๆเด็กหญิงจะไปยืนคุยกับพวกมันเวลาที่พามันเข้าคอกแล้ว ทั้งขู่ ทั้งปลอบ ทั้งขอร้อง ทั้งหลอกล่อสารพัด บอกพวกมันว่าอย่าทำอีก พวกมันเอาแต่ยืนเฉยๆเหมือนจะรับฟัง ทำตาใสๆแป๋วๆแบ๊วๆอย่างสำนึกผิด แต่พอวันรุ่งขึ้นเมื่อเด็กหญิงพามันออกไปกินหญ้าข้างนอก พวกมันก็พากันวิ่งอย่างฮึกเหิมไปยังสถานที่ต้องห้ามทันที จนเด็กหญิงวิ่งตามไปขวางหน้าพวกมันแทบไม่ทัน ตั้งแต่นั้นมาเด็กหญิงก็ไม่เชื่อแววตาใสๆซื่อๆอีกต่อไป สัตว์หน้าขนเชื่อไม่ได้จริง ๆ


Copyright@meomee 2010

Meomee Art

MeOmee นักแต่งเพลง

MeOmee Diary

MeOmee.com